อาหารอีสานชนิดนี้บอกเลยว่าเป็นอาหารอีสานที่สามารถหาซื้อรับประทานได้ง่ายเพราะมีขายทั่วไป ก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป มีรสชาติที่แตกออกไปด้วย แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงอาหารอีสานที่เรียกว่า ไส้กรอกอีสาน แค่ได้ยินชื่อบอกเลยว่าแอดมินอยากกินมากเลยที่เดียว เพราะเป็นอาหารทานเล่นได้เป็นอย่างดี เป็นกับแกล้มได้อย่างลงตัว หากินง่ายๆแบบบ้าน กัดคำเดียวถ้าได้รสชาติที่ทุกคนต้องการบอกเลยว่าเป็นความอร่อยง่ายอย่างลงตัว อร่อยด้วยรสชาติที่มีความเปรี้ยวมากเปรี้ยวน้อยตามลำดับ ได้ฟิวลิ่งเลยทีเดียวเป็นเมนูโปรดปรานของใครหลายคนอย่างแน่นอน ทานคู่กับข้าวสวยได้ ทานคู่กับข้าวเหนียวแซ่บขนาดหนักเลยทีเดียว  ถือเป็นการถนอมอาหารของคนอีสานอีกด้วย แต่เดิมใช้เนื้อที่เหลือเหลือจากการล้มวัวและมีคุณภาพต่ำกว่าเนื้อที่ใช้ทำหม่ำ นำมาผสมกับข้าวเหนียว กระเทียมและเกลือ ยัดใส่ลงในไส้ที่ทำความสะอาดแล้ว หมักไว้ 3-4 วันจนมีรสเปรี้ยว ถ้าอยากจะทำกินเองก็ง่ายมากเหลือเกิน  เตรียมวัตถุดิบมา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูและมันหมู ข้าวสุก ไส้หมูสำหรับยัดไส้ รากผักชี กระเทียม พริกไทยดำ พริกไทยขาว น้ำตาลทราย เกลือ ผงปรุงรส แน่นอนวิธีการทำ นำพริกไทยดำและขาวมาโขกพร้อมกันตำไปก่อนและตามด้วยกระเทียนสดใส่รากฝักชีตำลงไปเรื่อย เสร็จแล้วนำเนื้อหมูก็ต้องเอาบดบดเสร็จก็นำมาผสมกับสิ่งที่เราทำตำลงไปไม่ว่าจะเป็นพริกไทยกระเทียมและรากผักชีที่ผสมไว้ลงไปด้วยกันนำมาปรุงรสชาติต่างๆ นำมาย่างให้สุกเท่านี้และของอร่อยอย่างไส้กรอกอีสานก็จะทำให้ฟินได้อีกนาน

อาหารอีสานนั้นมีรสชาติที่มีความอร่อยลงตัวและมันเป็นอาหารถูกปากของใครหลายๆคนและเมนูบางชนิดเช่น ส้มตำ ที่ทำให้กลายเป็นเมนูยอดฮิตที่ใครๆก็กินได้ สามารถหาง่ายตามร้านอาหารอีสานทั่วไป ลักษณะทั่วไปของอาหารอีสานนั้นจะเป็นรสชาติที่เผ็ดแต่ไม่จัด มีความเปรี้ยวและเค็ม ซึ่งมีการนำอาหารอีสานมาประยุกต์ให้มีรสชาติที่สามารถทานได้ทั่วไป – ส้มตำ สำหรับส้มตำของภาคอีสานแท้ๆนั้น แน่นอนว่าต้องมีปลาร้าเป็นส่วนประกอบวัตถุดิบรวมถึงรสชาติที่เผ็ดมากด้วย ดังนั้นจึงมีการนำส้มตำมาประยุกต์รสชาติให้เผ็ดน้อยลง และไม่มีปลาร้าคือ ส้มตำไทย โดยการใช้น้ำตาลปี๊บ ถั่วลสิง และกุ้งแห้งมาเป็นส่วนประกอบและใช้รสชาติ เผ็ด เปรี้ยว หวาน ผสมเข้ากันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ส้มตำโดยการใช้ข้าวโพดแทนมะละกอด้วย รวมถึงส้มตำทอดที่นำเนื้อมะละกอมาคลุกกับแป้งแล้วทอด จากนั้นการราดด้วยน้ำยำที่เตรียมไว้ – เมนูลาบ ส่วนใหญ่ลาบอีสานแท้ๆนั้น จะใช้เนื้อหมูและเนื้อวัว มาทำลาบ ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำลาบมาประยุกต์รสชาติและการนำวัตถุดิบอื่นๆมาทำ เช่น ใช้เนื้ออกไก่, ลาบปลาหมึก, ลาบวุ้นเส้น, ลาบหมูข้าวหอมนิล หรือแม้แต่ลาบทอด ที่ถือว่ามีความหลากหลายมากขึ้น – เมนูน้ำตก ก็มีความหลายเช่นกันโดยมีการนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพสังคมในปัจจุบัน อย่างเช่น น้ำตกไก่, น้ำตกเบค่อน เป็นต้นที่การนำวัตถุดิบที่เข้ากันมาประยุกต์ให้มีความหลากหลายมากขึ้นรวมถึงเป็นตัวเลือกใหม่ของอาหารมากขึ้นด้วย

คอหมูย่าง เป็นเมนูทานเล่นคู่กับ ส้มตำ, น้ำตก, ลาบ ที่เรียกว่าเป็นเมนูสุดฮิตที่ต้องมีควบคู่กันไป ด้วยความที่มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อยทำให้คอหมูย่างกลายเป็นอาหารอีสานที่นิยมมากอีกเมนูหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเมนูอาหารที่มีความอร่อยแต่การประกอบอาหารนั้นก็มีความยุ่งยากพอสมควร อีกทั้งเมนูนี้ก็ส่งผลต่อสุขภาพพอตัวเช่นกัน ซึ่งคอหมูย่าง 1 จานให้พลังงานถึง 200 – 250 แคลรอลี่ขึ้นอยู่กับปริมาณของคอหมู่ย่างด้วย อีกทั้งส่วนของมันหมูนั้นเป็นไขมันล้วนดังนี้เมื่อกินมากๆอาจส่งผลต่อความอ้วน และไขมันในร่างกายมากเกินไปได้ วัตถุดิบในการเตรียมทำคอหมูย่าง – เนื้อสันคอหมู – น้ำผึ้ง, ซอสปรุงรส, ซอสหอยนางรม, พริกไทยป่น – น้ำปลา, น้ำมะขามเปียก, น้ำตาลปิ๊บ, พริกป่น – ข้าวคั่ว, หอมแดงซอย, ต้นหอมซอย วิธีทำ – นำสันคอหมูมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ หรือขนาดตามต้องการ จากนั้นนำมามักกับน้ำผึ้ง หรือ มักกับซอสปรุงรสก็ได้ จากนั้นตั้งเตาย่างโดยไม่ใช้ไฟแรงเกินไปจะทำให้หมูไหม้ได้ และควรใช้เตาถ่าน นำเนื้อหมูมาย่างไฟประมาณ 30 – 40 นาที ระหว่างย่างควรสังเกตไม่ให้เนื้อไหม้และมั่นกลับเนื้อหมูด้วย – จากนั้นก็เป็นการทำน้ำจิ้มแจ่ว โดยการนำพริกป่น,น้ำปลาหรือซีอิ้วขาว, น้ำมะขามเปียก, น้้ำตาลปิ๊บผสมเข้าด้วยกัน ชิมรสชาติตามใจชอบ จากนั้นก็โรยด้วยต้นหอม หรือผักชีฝรั่ง หอมแดง และข้าวคั่ว คนให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง – นำเนื้อสันคอหมูที่ย่างสุกแล้วตักใส่จาน เสริฟคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว โดยทานคู่กับผักสดเพื่อลดความเลี่ยนได้ และทานกับข้าวเหนียวก็อร่อย

หมูมะนาวถือว่าเป็นเมนูอีสานสุดฮิต สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากถือว่าเป็นเมนูอาหารทานเล่น เมนูยามว่างที่หลายๆคนนิยมประกอบอาหารกันมาก อีกทั้งยังเป็นเมนูกับแกล้มสุดฮิตโดยการนำมาทานเพื่อลดความเลี่ยน รวมอาการมึนเมาเหล้าด้วยเพราะหมูมะนาวนั้นมีรสชาติเปรี้ยวนำ และเผ็ดตาม เป็นเมนูที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซึ่งเนื้อหมูที่นำมาทำนั้นต้องปรุงให้สุกด้วยเพื่อเลี่ยงการเกิดพยาธิและอาหารเป็นพิษด้วย ปัจจุบันเมนูหมูมะนาวมีอยู่ตามร้านอาหารอีสาน และร้านอาหารทั่วไปที่สามารถหาซื้อได้ง่าย รวมถึงการประกอบอาหารเองก็ง่ายเช่นกัน วัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหาร – เนื้อหมูล้วน หั่นชิ้นบาง ตามปริมาณที่ต้องการ – กระเทียมหัวใหญ่สับละเอียด หรือหั่นแว่น – พริกขี้หนูสวนซอยละเอียด ตามปริมาณที่ต้องการ – น้ำตาลทราย, น้ำปลา, น้ำมะนาว – ใบสะระแหน่ซอยสำหรับโรยหน้า – พริกแห้งทอดกรอบ – ก้านคะน้าอ่อน วิธีทำ – ตั้งไฟ ต้มน้ำจนเดือดจากนั้นนำเนื้อหมูใส่ลงไป ลวกจนสุกแต่อย่าให้นานเกินไปเพราะเนื้อหมูจะแข็งและไม่อร่อย รวมถึงไม่ควรลวกเนื้อหมูแบบสุกๆดิบๆ ด้วยเพราะจะทำให้เป็นพยาธิและอาหารเป็นพิษได้ – จากนั้นนำวัตถุดิบ กระเทียมสับ, พริกขี้หนู, น้ำตาลทราย, น้ำปลา, น้ำมะนาว ผสมเข้ากันปรุงรสตามใจชอบ หากปรุงรสจนชอบแล้วนำส่วนผสมพักไว้ก่อน – นำส่วนผสมที่ทำไว้ มาราดลงเนื้อหมูสุก จากนั้นตกแต่งด้วย ใบสะระแหน่ซอย, ก้านคะน้าอ่อน, พริกแห้งทอดกรอบ จากนั้นเสริฟทานคู่กับผักได้เลย

ตับหวาน เป็นเมนูอาหารอย่างหนึ่งของภาคอีสานของไทย ซึ่งในปัจจุบันก็มีให้ทานได้หลากหลายทั่วไปตับหวานมีลักษณะการปรุงรสที่เหมือนๆกับ ลาบ และ น้ำตก แต่วัตถุดิบที่ใช้นั้นเป็นตับหมูมาใช้ในการปรุงอาหาร ตับหวานนั้นเป็นการลวกตับหมูแบบกึ่งสุก ซึ่งต้องใช้ตับหมูที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยจริงๆ เพราะการทานสุกๆดิบๆนั้นอาจเป็นพยาธิได้ รวมถึงอาจเกิดอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน ตับหวานนั้นวิธีการประกอบอาหารนั้นไม่ยากเลย ซึ่งตับหมูนั้นต้องนำมาลวกเกือบสุกพอให่นิ่ม แต่ไม่ดิบเกินไป และไม่สุกเกินไปเพราะหากสุกเกินไปตับจะแข็งและไม่อร่อย ซึ่งหากใครจะไม่ชอบอาหารแนวสุกๆดิบๆ ก็ควรเลี่ยงการทานตับหวานก็ได้ สำหรับตับหวานนั้นมีวัตถุดิบดังนี้ – ตับหมู หั่นเป็นชิ้นบางๆ – น้ำปลา น้ำมะนาว – น้ำตาลทราย – พริกป่น เพิ่มความเผ็ดตามชอบ – ข้าวคั่ว -ต้นหอมซอย, ผักชีฝรั่งซอย, ใบมะกรูดซอย, ใบสะระแหน่ วิธีการทำ – เริ่มต้นด้วยการต้มนำให้เดือด แนะนำให้ใช้เตาแก๊สน้ำจะเดือดดีกว่าเตาไฟฟ้า จากนั้นก็นำตับหมูหั่นบางๆมาลวกกับน้ำเดือด ซึ่งสามารถเลือกระดับความสุกตามใจชอบ จากนั้นนำตับหมูลวกแล้วขึ้นมาพักไว้ – นำส่วนผสม น้ำปลา, น้ำตาลทราย, น้ำมะนาว, พริกป่น ผสมเข้าด้วยกันชิมรสชาติตามใจชอบ เมื่อได้รสชาติที่ชอบแล้วนำตับหมูที่ลวกแล้วมาใส่กับส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน – จากนั้นใส่ข้าวคั่ว, ต้นหอมซอย, ผักชีฝรั่งซอย, ใบมะกรูดซอย, ใบสะระแหน่ มากน้อยตามใจชอบผสมจนเข้ากัน ตักใส่จานพร้อมเสริฟคู่กับผักสด และ ข้าวเหนียว

   ถึงแม้จะเคยได้ยินชื่ออาหารระเภทนี้มาบ้างแล้ว แต่จะรู้หรือไม่ว่า แกงอ่อมคืออะไร  อ่อมเป็นกรรมวิธีการทำอาหารของชาวอีสาน โดยอ่อมเป็นอาหการอีสานที่ใช้น้ำน้อยกว่าการแกง เครื่องปรุงที่เป็นเอกลักษร์ของการอ่อมคือ ผักชีลาว แมงลัก และต้นหอม เนื้อสัตว์ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นไก่บ้าน ปลาดุก เนื้อวัว กบ หอมขม ซึ่งใส่ไม่มาก เมื่อเทียบกับผักต่างๆที่ใส่ลงไป ส่วนการปรุงจะผัดเครื่องแกงกับเนื้อสัตว์ให้สุกเสียก่อน แล้วถึงเติมน้ำลงไป พอเดือดจึงใส่เนื้อผักตาม  เรามาดูวิธีการทำและเครื่องปรุงว่ามีอะไรกันดีกว่า เครื่องปรุงส่วนประกอบการทำอ่อมไก่ 1. เนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ   2. ผักชีลาวหั่น   3. มะเขือเปราะหั่นซีก  4. ต้นหอมหั่นท่อน   5. ใบแมงลัก 6. หอมแดง   7. กระเทียม   8. พริกขี้หนูสด   9. ตะไคร้หั่น   10. ข่า   11. กะปิ  12. น้ำตาล  13. น้ำปลา วิธีการทำ 1.นำพริกสด ตะไคร้ กระเทียม หอมแดง ข่า มาโขลกให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นใส่กะปิลงไปเพียงนิดหน่อยให้มีกลิ่นหอม  ส่วนนี้คือน้ำพริกอ่อม 2.นำน้ำเปล่ามาใส่หม้อต้มให้เดือด จากนั้นใส่เครื่องแกงอ่อมลง ละลายในน้ำให้เข้ากัน แวจึงใส่เนื้อไก่ที่หั่นเป็นชิ้นตามลงไป รอจนเนื้อไก่สุก 3.หลังจากที่เนื้อไก่สุกแล้ว ให้ปรุงรสตามใจชอบโดยใส่น้ำตาลนิดหน่อย น้ำปลาแต่พอดี 4.เมื่อชิมได้ที่แล้ว ให้ใส่มะเขือเปราะ  ผักชีลาว คนให้เข้ากัน พักไว้สักครู่ ให้ใส่ต้นหอมเป็นอับดับสุดท้าย จากนั้นก็ยกเสิร์ฟได้เลย

  เสือร้องไห้ เป็นอาหารจานเด็ดของอีสานทีถึงแม้จะมีชื่อเสือ แต่ก็ไม่ได้ทำจากเสือแต่อย่างใด นอกจากเนื้อส่วนหนึ่งของวัวที่แทรกมัน  ที่มาของเสือร้องไห้คือ มีตำนานเรื่องเล่าว่า ยังมีเสือตัวหนึ่ง ได้ล่าวัวมาเป็นอาการของตน มันได้กัดกินเจ้าวัวตัวนี้ด้วยความเอร็ดอร่อย จนกระทั่งเมื่ออิ่มแล้ว เนื้อของวัวก็ยังเหลืออยู่จำนวนมาก เจ้าเสือเกิดเสีย มันก็นั่งกินต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่อิ่มไปแล้ว  เสือกินไปจนมาเจอส่วนหนึ่งของเนื้อวัวที่มันอร่อยไม่เหมือนส่วนอื่นๆเลย เนื้อส่วนนี้เป็นเนื้อส่วนติดมันแข็งๆ ทว่าเจ้าเสือไม่สามารถกินเนื้ออีกต่อไปได้แล้ว เพราะมันอิ่มมาก อิ่มจนท้องจะระเบิด มันจึงได้เอาแต่จ้องดูเนื้อส่วนนั้นด้วยความเศร้าใจ ถึงกับร้องไห้ออกมาเลยทีเดียว  นี่จึงเป้นที่มาของเสือร้องไห้นั่นเอง ส่วนประกอบและวิธีการทำ 1.เนื้อวัวส่วนที่แทรกมันแข็ง   2. ซีอิ๊ว   3.พริกไทย   4.น้ำปลา  5.น้ำมะนาว   6.หอมแดงซอย 7.ผักชีซอย   8.ข้าวคั่ว   9.พริกป่น    10.น้ำ   11.น้ำตาลนิดหน่อย วิธีการทำเสือร้องไห้ 1.หมักเนื้อด้วยพริกไทย ซีอิ๊ว และน้ำปลาใส่น้ำตาลนิดหน่อย ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง 2.นำเนื้อที่หมักได้ที่แล้ว ไปย่างไฟจนสุก แนะนำให้ย่างบนเตาถ่านเพื่อความหอม จากนั้นให้นำไปหั่นเป็นชิ้นบางๆ และใส่จาน 3.เตรียมทำน้ำจิ้มแจ่ว โดยใส่น้ำปลา น้ำมะนาว หอมแดง ข้าวคั่ว ผักชีฝรั่งซอย และพริกไทยป่น มาผสมให้เข้ากัน ยกเสิร์ฟคู่กับเสือร้องไห้ได้เลย

  เมนูส้มตำ ถือว่าเมนูที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมากที่สุด  ถิ่นกำเนิดของเมนูนี้มาจากภาคอีสานของไทยเรานั่นเอง เมนูนี้เป็นเมนูที่ทำง่ายๆ และแทบจะเป็นอาหารหลักของครัวอีสานแทบทุกครัวเรือน พอๆกับเมนูอย่างน้ำพริกกะปิที่ครัวภาคกลางต้องจัดไว้เกือบทุกสำรับ ความเด็ดของส้มตำ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใส่อะไรให้เป็นหลักๆ  อย่างเช่นของทางอีสานก็จะเน้นปลาร้า ซึ่งเป็นอาหารหลักของอีสานอยู่แล้ว แต่ถ้าสมัยนี้ที่เห้นนำมาประยุกต์กันก็มีไข่ค็ม คอหมูย่าง แคปหมู กุ้งสด และอื่นๆอีกมากมาย เมนูส้มตำจึงเป็นอาหารที่คนทุกเพศทุกวัยนิยมกิน เพราะรสชาติที่แซ่บ กระตุ้นต่อมน้ำลาย แถมยังหากินได้ง่ายที่สุด แต่ก็ต้องเลือกที่ดูถูกสุขอนามัย  เพื่อที่จะได้อุ่นใจไม่ท้องเสีย แต่สำหรับใครที่อยากทำส้มตำรับประทานเองที่บ้าน เราก็จะขอนำเสนอ เมนูส้มตำปลาร้า หรือปลาแดกตามภาษาอีสาน ส่วนประกอบและวิธีทำ 1.มะละกอสับ    2.พริกขี้หนู     3.มะเขือเทศลูกเล็ก   4.น้ำปลา    5.น้ำมะขามเปียก 6.ถั่วฝักยาวหั่นท่อน  7.น้ำปลาร้าต้มสุก   8.น้ำมะนาว   9.กระเทียม ขั้นตอนการทำ 1. โขลกกระเทียม พริกขี้หนู ถั่วฝักยาวพอแตก ใส่มะเขือเทศ โขลกเบาๆ เส้นมะละกอ โขลกคลุกเคล้าให้เข้ากัน 2.ปรุงรสด้วยน้ำปลา ปลาร้าต้มสุก น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว โขลกคลุกเคล้าให้ส่วนผสมเข้ากันดี ชิมรสตามชอบใจ ตักใส่จาน กินกับผักสด ยอดผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ยอดกระถิน ผักกาดขาว หรือจะกินคู่กับขนมจีน แคปหมู หมูยอ แหนม ไก่ย่าง ก็แซ่บนัว

  ลาบหมูเป็นอาหารอีสานที่ใครๆก็คุ้นเคย เพราะหารับประทานง่าย รสชาติก็อร่อย หรือถ้าจะเอามาทำกินเองที่บ้านก็ง่ายสะดวก  ลาบจะต่างกับยำภาคกลาง ก็ตรงที่ว่าต้องใส่ข้าวคั่วหอมๆลงไปด้วย เพื่อเพิ่มความเข้ากันและความหอมรวมทั้งรสสัมผัสของข้าวคั่วยังให้ความกรุบกรุบอีกด้วย ลาบสามารถใช้เนื้อสัตว์แบบไหนก็ได้แล้วแต่คนชอบ ส่วนใหญ่เราจะเห็นเป็น หมู เนื้อ ไก่ ปลาดุก และกุ้งปลาหมึก ในที่นี่จะยกตัวอย่างการทำลาบหมู เรามาดูส่วนประกอบและวิธีการทำลาบกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ส่วนประกอบของการทำลาบหมู 1.หมูสับ  2.หนังหมูต้มหั่นฝอย  3.ตับหมู  4.ใบสาระแหน่   5.ข้าวคั่ว   6.ต้นหอมซอย   7.ผักชีหั่นหยาบ  8. หอมแดงซอย 9.ถั่วฝักยาวหั่นท่อน (เอาไว้กินแกล้ม)   10.น้ำมะนาว   11.น้ำปลา   12.พริกป่น   13.น้ำตาล  14.น้ำกระเทียมดอง วิธีการทำ 1.ตั้งน้ำในหม้อ ใช้ปานกลาง  จากนั้นนำหมูสับ ตับ ลงไปต้มให้สุก พยายามอย่าให้หมูติดกันเป็นก้อน คนไปเรื่อยๆ เมื่อทุกอย่างสุกแล้ว ให้เทน้ำออกให้หมด 2.นำหมูและตับเทออกจากหม้อ ใส่ชามแล้ว ตามด้วยหนังหมูต้มหั่นที่เตรียมไว้ลงมาคลุกเคล้ากัน จากนั้น เอาหอมแดง ต้นหอม ใบสาระแหน่ ผักชี ที่เตรียมไว้มาใส่ในชาม คลุกเคล้าให้ทั่วชาม ตามด้วย ข้าวคั่ว พริกป่น น้ำตาล มะนาว น้ำกระเทียมดองเล็กน้อย และ น้ำปลา คนจนทุกอย่าง เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว ชิมรสรุงตามใจชอบ 3.นำใส่จาน จัดแต่งหน้าจานด้วย ใบสาระแหน่ โรยให้สวยงาม จัดผักเคียงด้วย ถั่วฝักยาว และกระหล่ำปลี แค่นี้เป็นอันเสร็จ

   ซุปหม่อไม้เป็นอาหารพื้นเมืองที่หากินได้ง่าย แถมพกพาความแซ่บนัวไว้อย่างเต็มที่ เพราะเวลาที่กินส้มตำก็จะต้องมีซุปหน่อไม้มาทานควบคู่เสมอ  สำหรับวิธีการทำซุปหน่อไม้นั้นคุณสามารถทำรับประทานเองได้แสนง่าย คือการนำหน่อไม้รวก มาต้มกับใบย่านางจนสุก แล้วตักเอาเฉพาะเนื้อหน่อไม้ที่เตรียมไว้และน้ำใบย่านางอีกเล็กน้อย เอามาปรุงแต่งรสชาติด้วยข้าวคั่ว ต้นหอม ผักชีฝรั่ง พริกป่น คลุกเคล้ากับน้ำมะนาว น้ำปลา เพียงเท่านี้ก็ได้รสชาติอร่อยแบบแซ่บสุดๆแล้ว ส่วนประกอบและวิธีการทำ 1.หน่อไม้นำมาเผา และต้มให้สุก  2.น้ำใบย่านาง  3.พริกป่น   4.ข้าวคั่ว   5.งาขาวคั่ว   6.น้ำมะนาว  7.น้ำปลา 8.น้ำปลาร้าต้มสุก   9.หอมแดงซอย   10.ต้นหอมซอย   11.ผักชีฝรั่งหั่นหยาบ  12.ใบสะระแหน่ วิธีการทำ 1.นำหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว มาขูดให้เป็นเส้น โดยใช้ส้อมขูด จากนั้นต้องพยายามบีบนวดขยำเนื้อหน่อไม้ คั้นเอาน้ำขมในหม่อไม้ให้หมดไป แล้วนำไปล้าง จนกว่าจะได้หน่อไม้ที่มีรสจืด ให้คั้นน้ำใบย่านาง โดยการล้างทำความสะอาด แล้วโขลกให้ละเอียดโดยเดิมน้ำเปล่าลงไปประมาณ 1 ถ้วยก็จะได้น้ำใบย่านางที่มีกลิ่นเฉพาะ และสีเขียวคล้ำ 3. ต้มหน่อไม้กับน้ำใบหญ้านาง โดยใส่หน่อไม้และน้ำใบย่านางลงไปในหม้อ ตามด้วยเกลือ จากนั้นเปิดไฟต้มจนหน่อไม้สุก ให้น้ำขลุกขลิก 4. เมื่อเราต้มจนหน่อไม้สุกแล้ว ให้ปิดไฟ แล้วพักไว้ 5. นำหน่อไม้ที่เตรียมไว้และน้ำใบย่าเพียงเล็กน้อยใส่ลงในครก แล้วตำเบาๆคลุกเคล้าพอให้เข้ากัน จากนั้นใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป ได้แก่ งา ข้าวคั่ว พริกป่น น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า แล้วตำคลุกเล็กน้อยเพื่อให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันชิมรสตามใจชอบ 6. ใส่หอมแดงซอยลงไป ตามด้วยต้นหอมซอย แล้วคลุกให้เข้ากันจากนั้นให้ใส่ผักชีฝรั่งหั่นและใบสะระแหน่ลงไป แล้วเพียงใช้ช้อนหรือทัพพีคลุกเคล้าให้เข้ากันโดยไม่ต้องใช้ลูกครกย้ำ เป็นอันเสร็จ